9/21/2556

มรรคองค์ที่ ๖ สัมมาวายามะ

ถอดคำบรรยายธรรม เรื่อง มรรค องค์ที่ ๖
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ธรรมบรรยาย เพื่อความรู้แจ้ง แห่งวิถีทางดับทุกข์
ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2556

มาถึงข้อ 6 เข้าสู่การชำระเรื่องจิตใจแล้วนะครับ 6 7 8 นี่สำคัญแล้วนะครับ
                                                         (องค์มรรคที่ ๖)
                                   กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาวายาโม 
                                            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความพากเพียรชอบ เป็นอย่างไรเล่า 
                                   อิธะภิกขะเว ภิกขุ, 
                                            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในธรรมวินัยนี้, 
                                   อะนุปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง อะนุปปะทายะ, 
                                   ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ, วิริยัง อาระภะติ, จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ 
                                            ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น, ย่อมพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองตั้งจิตไว้,
                                            เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น, 
ตรงนี้ ยังไม่จบนะครับ แต่ว่าในสัมมาวายามะ มีหัวข้อย่อยอยู่ 4 หัวข้อ
อันนี้ หัวข้อที่ 1 เราจะเห็นว่า ท่านบอกว่า 
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายามปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งไว้
เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น
เอานะครับ 6.1 แล้วกันนะครับ เพื่อจะยังบาปอกุศลที่ยังไม่ได้เกิด ไม่ให้เกิด
                                  อุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง ปะหานายะ,
                                  ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ, วิริยัง อาระภะติ, จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ 
                                          ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น, ย่อมพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองตั้งจิตไว้, 
                                          เพื่อจะละอกุศลธรรม อันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว, 
                                  อนุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง อุปปาทายะ, 
                                  ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ, วิริยังอาระภะติ, จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ,
                                           ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น, ย่อมพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองตั้งจิตไว้, 
                                           เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น 
เดี๋ยวเรามาดูกันต่อนะครับ เมื่อกี้ใน 6.1 หัวข้อย่อยที่ 1 ท่านบอกว่าไม่ให้บาปอกุศลเกิดขึ้น 
มาดูใน 6.2 ในหัวข้อย่อยที่ 2 ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยามปรารถความเพียร ประคองตั้งจิตไว้
เพื่อจะละอกุศล (เห็นมั๊ยครับ ) ละ อกุศลอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว 
เมื่อกี้นี้ ไม่ให้บาปมันเกิด แต่ถ้ามันพลาดเกิด ให้ละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
นะครับ อันนี้คือสิ่งที่ท่านตรัสเอาไว้ ใน 6.2
พอมาดู 6.3 หัวข้อย่อยที่ 3 ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายามปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งไว้
เพื่อจะยังกุศลกรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ....ทีนี้ มาสร้างกุศลแล้ว 
ใน 6.1 บอกว่า ไม่ให้บาปอกุศลเกิด 
ใน 6.2 บอกว่า ละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว หรือบาปที่เกิดขึ้นแล้วซะ
6.3 ท่านบอกว่า ให้ทำกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิด นะครับ ไล่กันไปเรื่อยๆโดยที่มีคำๆนึงเหมือนๆกันคือ 
ย่อมมีความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายามปรารภความเพียร
ตรงนี้ยังมีความพยายาม ต้องทำความพอใจเป็นฉันทะให้เกิดขึ้นก่อน 
ไม่อย่างนั้นเนี่ย จิตไม่เห็นประโยชน์ของสิ่งนั้น จิตจะไม่ตั้งมั่น 
จะไม่ประคองตั้งใจไว้ ตั้งจิตไว้เพื่อจะทำสิ่งนี้ให้เกิด 
แต่เมื่อเห็นแล้วในสัมมาสังกัปโป นะครับ คือ มรรคองค์ที่ 2
มีความดำริชอบเอาไว้แล้ว ที่จะพรากออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน
พอสิ่งนี้จะเกิดเนี่ย ย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้น เพราะมีดำริก่อนไว้แล้ว
มีดำริของเก่าไว้แล้วว่าจะไม่ทำสิ่งนี้อีก ก็จึงต้องพยายามปรารภความเพียรไว้ ที่จะไม่ทำบาป ทำอกุศล
นึกออกมั๊ยครับ? มีดำริเอาไว้ก่อนแล้ว นะครับ
เพราะเกิดปัญญาขึ้นมาแล้วว่า ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ ภพชาติหมุนวนแน่
สังสารวัฏหมุนวนแน่ ถ้าไม่ฝืนอำนาจฝ่ายต่ำขึ้นมาเนี่ย
เพราะฉะนั้น เมื่อเราดำริแล้วว่า เราจะเป็นคนดี จะพ้นทุกข์ในอนาคตให้ได้
พอมันเกิดบาปอกุศลขึ้นมา ก็ละเสีย แล้วก็เจริญกุศลขึ้นมา เจริญกุศลขึ้นมา
เพราะตอนนี้ต้องนึกภาพว่า กุศลยังไม่เต็มพร้อม ก็ต้องเจริญกุศลขึ้นมาเรื่อยๆ
.....หัวข้อสุดท้ายครับ

                                    อุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง ฐิติยา, อะสัมโมสายะ, 
                                    ภิยโยภาวายะ, เวปุลลายะ, ภาวะนายะ,ปาริปูริยา,
                                    ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ,วิริยัง อาระภะติ, จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ ,
                                             ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น, ย่อมพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองตั้งจิตไว้, 
                                             เพื่อความตั้งอยู่, ความไม่เลอะเลือน, ความงอกงามยิ่งขึ้น,
                                              ความไพบูลย์, ความเจริญ, ความเต็มรอบ, แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว, 
                                     อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาวายาโม 
                                              ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันนี้เรากล่าวว่า ความพากเพียรชอบ
เอาล่ะครับ มาถึงหัวข้อสุดท้าย หัวข้อย่อยสุดท้าย ข้อ 6.4
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขั้น ย่อมพยายามปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้
ที่นี้มาดูว่า ท่านบอกว่า เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ
ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
ใน 6.3 ท่านบอกให้เราสร้าง ให้เราทำกุศล ให้เราเจริญกุศล
พอถึง 6.4 กุศลที่เจริญน่ะ ทำต่อไปให้งอกงามไพบูลย์ นะครับ ให้งอกงามไพบูลย์ เต็มรอบ
เอาล่ะ อันนี้เป็นความพากเพียรชอบ นะครับ
สาระสำคัญที่เราจะเห็นชัดๆคือ ท่านให้ละอกุศล แล้วก็เจริญกุศล
ในส่วนที่ 6.1 ที่ท่านบอกว่า อย่าให้อกุศลเกิด
เดี๋ยวเราจะไปเห็นในส่วนเนี้ยะ เกิดขึ้นได้เพราะว่า อินทรย์สังวร
การมีสติ ในส่วนของกายคตาสติก็ดี ในส่วนของการเจริญสติก็ดี จะทำให้เกิดการยับยั้ง
จะเกิดอินทรีย์สังวรขึ้น เพื่อไม่ให้บาปอกุศลเกิด แต่ทีนี้ มันก็หลุดได้เหมือนกัน
พอหลุดมาปุ๊บ ก็ต้องใช้ 6.2 คือ ละอกุศลซะ
ในช่วงแรกทำไมต้องละอกุศล? เพราะว่า ยังอยู่ในอำนาจฝ่ายต่ำ
ศีล.. ตอนแรกทำไมต้องมีเจตนาเป็นเครื่องเว้น เพราะถ้าไม่มีเจตนาเป็นเครื่องเว้น
มาพูดกันที่ระดับที่เป็น เอ่อ สุดไปแล้วเนี่ย ...
สมมุติว่า มีบางท่านที่บอกว่า "เงินใครหล่น ชั้นก็ไม่เห็นอยากได้เลย"
ไม่เคยอยากจะได้ ก็เลยคืนเค้าไปเลย ใช่ ท่านลอยพ้นเรื่องนั้นไปแล้ว
ผมถึงบอกว่า แต่ละคน ก็ยืนอยู่บนบันไดที่ต่างๆ กันไป
แต่วันนี้เรามาศึกษาว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เนี่ยครอบคลุมทั้งหมด นะครับ
ครอบคลุมทั้งหมด มาแยกแยะว่า สำหรับคนเก่ง สำหรับคนอินทรีย์อ่อน สำหรับคนอินทรีย์แก่
ต้องไปว่าในรายละเอียด ในอริยมรรคมีองค์ 8 เนี่ย ท่านบอกว่า ใช้ขนสรรพสัตว์ เลยนะครับ
ใช้ขนสรรพสัตว์นะครับ ไม่ใช่ที่ๆอย่างหยาบ
แต่ถ้าท่านไปเจออย่างท่านพาหิยะ "สักแต่รู้ สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน" ปั๊บ! หลุดเลย ก็ว่ากันไป...
แต่จะเอาคำสอน ที่ท่านสอนพระพาหิยะ มาเป็นฐานไม่ได้
เพราะว่าไม่มีใครอินทรีย์แก่เท่าพระพาหิยะ
พูดคำเดียวปุ๊บ!! ปล่อยขันธ์เลย แล้วไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีกด้วย
เข้าสู่นิพพานเลย เป็นพระอรหันต์เลย คือปล่อยแล้วหลุดเลย
วันนี้เรานี่ยังปล่อยๆ หยิบๆ อยู่นะครับ วันไหนก็ตามที่ท่านเข้าใจเรื่องขันธ์ 5
ท่านจะเห็นว่า เดี๋ยวปล่อย เดี๋ยวหยิบ เดี๋ยวปล่อย เดี๋ยวหยิบ อยู่นั่นแหละ
มันไม่หยิบยังไง? มันยังแสวงหาสุขอยู่เลย
มันยังไม่เห็นโทษภัยที่แท้จริงของอุปาทานของขันธ์
มันจึงต้องคอยแอบดูไปเรื่อย แอบดูไปเรื่อย เออทุกข์เนอะ
แต่ชั้นก็ยังสนุกดี เออ .. ก็จบกัน!! แค่นี้ก็รู้แล้วยังปล่อยไม่สุด
เพราะถ้าเห็นมันมีทุกข์เพียงส่วนเดียว แล้วมันสลัดแล้วมันไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ก็จบกัน
พระพาหิยะ พอสลัดแล้วไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก
แต่ของเรานี่ มันปล่อยๆ หยิบๆ แล้วทำยังไงมันถึงจะเริ่มเห็นเต็มที่
ก็เริ่ม มรรคองค์ที่ 7 ล่ะครับ

มรรคองค์ที่ ๕ สัมมาอาชีโว

ถอดคำบรรยายธรรม เรื่อง มรรค องค์ที่ ๕
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ธรรมบรรยาย เพื่อความรู้แจ้ง แห่งวิถีทางดับทุกข์
ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2556


                                                          

                                                          (องค์มรรคที่ ๕)
                                          กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาอาชีโว  
                                          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงชีวิตชอบเป็นอย่างไรเล่า?   
                                          อิธะ ภิกขะเว อะริยะ สาวะโก  
                                          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้ 
                                          มิจฉา อาชีวัง ปะหายะ  
                                          ละการเลี้ยงชีวิตที่ผิดเสีย  
                                          สัมมาอาชีเวนะ ชีวิกัง กัปเปติ  
                                          ย่อมสำเร็จความเป็นอยู่ ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ  
                                          อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาอาชีโว 
                                          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การเลี้ยงชีวิตชอบ
ทีนี้มาดูสัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตชอบ
ในการเลี้ยงชีวิตชอบ ก็คงมาดูกัน 2 นัยยะด้วยกัน นะครับ
อันแรกต้องถอยหลังกลับไปเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้เอาไว้เนี่ย
ในการเลี้ยงชีวิตชอบ สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้ ก็คือ
ดูเหมือนท่านจะออกบวช ก็คือ จะต้องเข้ามาอยู่ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
แน่นอนที่สุด จะต้องเป็นการเลี้ยงชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุด
พรากออกจากกาม จนกระทั่งมาเหลือการดำรงชีวิตด้วยอัฐะบริขารที่น้อยที่สุด
ที่พระพุทธเจ้าเห็นว่า จะยังให้ขันธ์ 5 เนี่ย ดำรงต่อไป
ให้ขันธ์ดำรงต่อไป ไม่ใช่ขันธ์ 5 คือร่างกายเนี้ย ดำรงต่อไปได้โดยปกติ
ไม่น้อยจนเกินกว่านี้อีก เนี่ย พอดีที่อยู่ได้แล้ว แล้วไม่เกิน
ก็จะเหลือประโยชน์ที่จะทำให้สูงสุดต่อชาวโลก
กินน้อยที่สุด คือ ใช้น้อยที่สุดเพื่อประโยชน์ที่สูงสุด
ที่นี้พอมาถึงพวกเรา ชาวผู้ครองเรือนทั้งหลาย
คำว่า สัมมาอาชีโว ก็นำมาปรับใช้ในเรื่องที่ไม่ทำผิดเกี่ยวกับอาชีพที่ผิดๆทั้งหลายน่ะ
ที่ท่านตรัสไว้ เช่น การเลี้ยงสัตว์ให้เค้าเอาไปฆ่า ไม่ค้าอาวุธ ไม่ค้ายาพิษ ไม่ค้ามนุษย์
อะไรอย่างนี้นะครับ ไม่ค้าน้ำเมา หรือว่า เครื่องเสพติดทั้งหลาย
แต่ถ้าเราไม่ได้ดำเนินชีวิตแบบนั้น ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นะครับในเรื่องนี้
แต่ขอให้มองกันจริงๆ ในสัมมาอาชีโวในมรรคมีองค์ 8 ว่ากันจริงๆเลยเนี่ยก็คือสมณเพศนั้นแหล่ะ
เข้าไปอยู่ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า แล้วจะเข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
แต่ไม่ได้บอกว่า ระดับของผู้คนเข้าไม่ได้นะครับ
อันนี้( สมณเพศ ) คือ ง่ายที่สุด แล้วก็ตรงที่สุด
ทีนี้ ในเมื่อเรายังใช้ชีวิตเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน
แล้วก็ยังหวังหนทางการพ้นทุกข์เช่นกัน
ก็ต้องไปฉลาดทำมรรคในข้อที่ 6 -7 8 แล้วล่ะครับทีนี้
มาถึง มรรคองค์ที่ 6 นะครับ

มรรคองค์ที่ ๔ สัมมากัมมันโต

ถอดคำบรรยายธรรม เรื่อง มรรค องค์ที่ ๔
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ธรรมบรรยาย เพื่อความรู้แจ้ง แห่งวิถีทางดับทุกข์
ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2556

                                                 
                                                             เราสวดกันต่อนะครับ
                                                     
                                                               (องค์มรรคที่ ๔)
                                          กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมากัมมันโต  
                                          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การทำการงานชอบเป็นอย่างไรเล่า? 
                                          ปาณาติปาตา เวระมะณี 
                                          เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า  
                                          อะทินนาทานา เวระมะณี 
                                          เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว  
                                          กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี
                                          เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากประพฤติผิดในกามทั้งหลาย   
                                          อะยัง วุจจะติ  ภิกขะเว สัมมากัมมันโต 
                                          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การทำการงานชอบ

ทีนี้มาดูมรรคองค์ที่ 4 นะครับ มาได้ครึ่งทางแล้ว
สัมมากัมมันโต เป็นอย่างไรเล่า การทำการงานชอบ
พอพูดแค่นี้ เราก็นึกถึงการทำงาน นึกว่าเป็นอาชีพ ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่
เราจะเห็นข้อที่ 1 ก็คุ้นเคยกันดี ศีลข้อที่1 2 3 อยู่ตรงนี้เอง
ก็คือ การฆ่า การขโมย แล้วก็การประพฤติผิดในกาม
แต่คำนึงที่ผมอยากให้ท่านดู ก็คือคำว่า เจตนาเป็นเครื่องเว้น
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า การเว้นเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ นะครับ
ตรงนี้ไม่ได้บอกว่า ขโมยนะครับ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ มันละเอียดกว่าขโมย นะครับ
สมมุติว่า ท่านไปบ้านเพื่อน มีขนมตั้งอยู่บนโต๊ะ เพื่อนก็สนิทกัน ท่านก็ถือวิสาสะหยิบขนมขึ้นมากิน
กินไปจนหมด ซักพักนึง ลูกเค้ากลับมาจากโรงเรียน เพื่อนก็บอก
“เอ้า ลูก แม่ซื้อขนมมาฝาก อยู่บนโต๊ะ "
ลูกก็บอก “ไหนแม่ “ ( หัวเราะ ) เกลี้ยงเลย !!
เราก็ทำหน้าเจื่อนๆ บอก อุ้ยตาย ขอโทษทีนะ ชั้นกินไปแล้วเมื่อกี้
เพื่อนก็บอก อ้อ เหรอ ไม่เป็นไรในตู้เย็นยังมีอีกลูกไป
แต่นั่นคือ ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์แล้ว
เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงเกิดเป็นบัญญัติไว้ในเรื่องของพระต้องรับประเคน
เป็นต้นบัญญัติ ซึ่งไปเดินทางแล้วไปหยิบเอาผลไม้จากต้นมาฉัน
แล้วก็มีชาวสวนที่เค้าปลูกต้นไม้ไว้ เค้าก็ไปทูล เค้าไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่า
สาวกของท่านไปขโมยผลไม้ในสวนของเค้า พระพุทธเจ้าจึงต้องบัญญัติเรื่องของการประเคนขึ้นมา
หรือถ้าไม่มีคนมาถวาย หรือว่า มอบให้ ก็ฉันไม่ได้.... จึงเป็นที่มา
เพราะฉะนั้น สำหรับพวกเรา นักปฏิบัติเนี่ย คำว่าขโมยคงจะไม่เกิดขึ้นแล้วล่ะ 
แต่ก็ละเอียดขึ้นไปได้นะครับ ละเอียดขึ้นไปได้
ทีนี้ เรามาดูเจตนาเป็นเครื่องเว้นกันหน่อย
สมมุติว่า ยุงบินมา วี๊ ๆ ๆ ๆ เกาะมั๊บ !! ดูดเลือด ท่านก็ตบ
ฮุ้ย! บอกว่า ไม่เจตนาเลย ( หัวเราะ ) เอ๊...แปลว่าไม่บาปสินะ เออ !ไม่เจตนา
พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า เจตนาเป็นตัวกรรม ถ้าไม่มีเจตนา ก็ไม่เกิดการกระทำกรรม
เพี๊ยะ ! ไม่เจตนา ก็ไม่บาปสิ... ทีนี้ไล่ตบยุง ไม่มีเจตนา ทำไงก็ก็ไม่บาปล่ะทีนี้
แต่เดี๋ยวก่อน !! ( หัวเราะ ) เดี๋ยวก่อน ๆ ใจเย็นๆ เรากลับมาใหม่ ไม่ต้องปรับปรุงภาพเลย
เอาภาพเดิม ย้อนกลับไปเนี่ย พอ วี๊…….ยุงบินมานะ เริ่มฝึก สังเกตดูที่กายที่ใจเอาใหม่
เสียงยุงที่บินมากระทบ เสียงวี๊….เสียงที่กระทบหูเนี่ย มันทำให้ใจค่อยๆขุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ขุ่นมากขึ้น ขุ่นมากขึ้น มีความแค้น ความโกรธ ความอาฆาต ความพยาบาท
เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวเถอะไอ้นี่ เดี๋ยวเถอะ !! มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว มันเริ่มบีบคั้น บีบคั้น บีบคั้น
จนกระทั่ง พอมันเกาะมั๊บ! ที่มันกำลังบีบคั้นเป็นอาฆาตพยาบาท เป็นโกรธ มันเริ่มสั่งให้กายขยับเลย
ที่ครูบาอาจารย์บอกว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว พอนึกออกมั๊ยครับ
พอขยับปั๊บ ก็สั่งให้สังหารเลย พั๊วะ!! ตกลงเจตนาหรือไม่เจตนาครับ ( หัวเราะ )
เต็มๆ ครับ !! เพราะฉะนั้น ที่บอกว่า โอ๊ย ไม่เจตนาเลยเนี่ย ..เต็มๆ!!
ถ้าไม่เจตนาเนี่ย ไม่ฆ่าแน่
เอาละ เพราะฉะนั้น เรารู้ว่า การฆ่าเนี่ย มีเจตนาแน่
พอเจตนาเป็นเครื่องเว้น เนื่องจากมันมีเจตนาที่จะทำผิด 
เพราะว่ามันเกิดการสั่งสมอย่างยาวนานชั่วสังสารวัฎนี้ มันเกิดเป็นสันดาน
พอมันเกิดสิ่งนี้มา มันก็จะโต้ตอบอย่างรวดเร็วเลย เป็นปฏิกิริยาที่เรียกว่า สัญชาติญาณ
แต่ว่ามันเป็นฝ่ายที่ทำผิด ทำเป็น ทุจริต 3 อยู่เรื่อย ทั้งกาย วาจา ใจ
จากการโต้ตอบในสิ่งที่ทำมา เพราะว่าเป็นอาสวะที่เข้ามามีกิเลสเป็นตัวชักนำ แล้วสั่งสมเป็นอนุสัย
การจะฝืนเพื่อจะออกจากอนุสัยได้ ในเบื้องต้น มันต้องใช้เจตนาเว้นสวนกัน
ในเมื่อจะฆ่า มันก็...ไม่ได้ !! นี่คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้น นึกออกไม่ครับ
ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า เจตนาเป็นเครื่องเว้น ...อื้อ ไม่เอา ไม่ทำแล้ว
พอกำลังจะขโมย พอหันซ้ายหันขวา คนเคยขี้ขโมยก็หยิบได้ ปั๊บ แต่พอกำลังเอา… ฮึ้บ!!
มันเกิดเจตนาเป็นเครื่องเว้น   ดึงๆไว้ ไม่เอา ไม่เอาของเค้า ไม่ใช่ของเรา เค้าไม่ได้ให้เรา
ก็เริ่มเว้น เว้น เว้น ...พอทำอย่างนี้บ่อยๆ เจตนาเป็นเครื่องเว้นเนี่ย ท่านจะเห็นว่า
ดีกรีของการที่ต้องมีเจตนาเป็นเครื่องเว้นเนี่ย มันต้องลดลงเรื่อยๆ
ก็แสดงว่า ดีกรีที่มันจะเอา ที่เจตนาจะเอาของเค้า มันก็ลดลงเหมือนกัน
จนกระทั่งฝึกไปฝึกมา มีคนนึงเดินฝ่านแล้วทำเงินหล่น เงินเค้าหล่นปั๊บ
ผู้ชายคนนั้นที่กำลังฝึกเจตนาเป็นเครื่องเว้นมาแล้ว 3-4 เดือน เก็บตังค์แล้วก็วิ่งตาม
คุณ คุณ ! ตังค์คุณหล่น 500 ก็เอาไปมอบให้ หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ขอบคุณแล้วก็เดินไป
คนขี้ขโมยคนนั้น กลับมาก็มานั่งทำงานต่อ เพื่อนที่รู้ว่าเป็นคนขี้ขโมย หรือว่าก็เป็นคนขี้ขโมยด้วยกันสมัยก่อน
ก็ถามว่า ทำไมไม่เอาของเค้าซะเลยล่ะ
“เอาไปทำไม .. ไม่ใช่ของเรา “
“ อ๋อ เดี๋ยวนี้ถือศีลเหรอ “ ฮา….
“ศีล ? “ ทำท่าเหมือนจะค่อยๆทบทวน เค้าบอก “ ฮึ..ไม่ได้ถือศีล ”  
“ อ้าว แล้วทำไมไม่เอา ซะเลยอ้ะ ”
“ก็ไม่ใช่ของเรา “
เอาล่ะ ! ผมหยุดไว้แค่นี้ ผมถามหน่อย ตอนที่เงินหล่น ผู้ชายคนนั้นหยิบเงิน แล้วก็เอาไปส่งคืน
เรื่องจบแค่นี้ แล้วก็กลับมาทำงานต่อ
ตอนที่ของหล่น แล้วเค้า ก้ม ลง ไป เก็บ เค้าอยากขโมยมั๊ยครับ ….ไม่ได้อยาก ! 
เค้าเอาไปคืน แล้วกลับมา เพื่อนถามว่า ถือศีลเหรอ?
เค้าบอก ไม่ได้ถือ / อ้าวแล้วทำไมไม่เอา/ ก็ไม่ใช่ของเรา
ผมถามย้อนกลับมาอีกทีว่าเค้ามีเจตนาเป็นเครื่องเว้นมั๊ยครับ … ไม่มี
เพราะเค้าไม่มีเจตนาจะขโมยหรือจะเอาของที่ไม่ใช่ของเค้า
เค้าหมดเจตนาเป็นเครื่องเว้นแล้ว ถูกมั๊ยครับ
ในแง่ของจิต จิตไม่มีเจตนาจะเอาแล้วถูกมั๊ยครับ?
ผู้ชายคนนั้น เป็นผู้มีศีลบริบูรณ์แล้ว ถูกมั๊ยครับ
ในมุมของจิต ผมบอกว่า ผู้ชายคนนั้น ไม่มีศีลแล้ว ถูกมั๊ยครับ?
เผลอยังไง เค้าก็ไม่เอาของใครอีกแล้ว ถูกมั๊ยครับ?
ถ้าเข้าใจตรงนี้ ในศีลทุกข้อ ๆ ๆ ๆ ทั้ง 5 ข้อ แล้วมีใครก็ตามฝึกที่เจตนาเป็นเครื่องเว้น
จนหมดเจตนาเป็นเครื่องเว้นทั้ง 5 ข้อเนี่ย จิตของเค้าจะลอยอยู่เหนือศีล 
เพราะถูกชำระด้วยปัญญา แล้วศีลก็จะทำให้เกิดความแข็งแกร่งขึ้นของจิตด้วย
ถ้าวันใดมันเกิดเหตุการณ์อย่างงั้น ผมจะบอกว่าผู้ชายคนนี้ ...
ดูเหมือนแล้วกัน ดูเหมือนไม่มีศีลแล้วถูกมั๊ยครับ
แต่ว่า ความทุกข์ในใจไม่ได้หมดไป แต่ความเดือดเนื้อร้อนใจที่เกิดจากเรื่องหยาบๆ จะหายไป
เพราะว่าในศีลทั้ง 5 ข้อ ที่มีความเป็นปกติ คือพ้นจากเจตนาเป็นเครื่องเว้น
จะทำให้คนๆนั้นมีความสุขในระดับนึงแล้ว
แต่มันยังเหลือความทุกข์ในระดับละเอียดที่ยังจัดการกันไม่ได้เท่านั้นเอง
ผมถึงบอกว่า ในการบรรยายครั้งแรก ถึงบอกว่า ต่อให้มีศีลบริบูรณ์ก็ตาม ( ไม่ได้บอกว่า มีศีลไม่ดีนะ )
ถึงจะมีศีลบริบูรณ์ก็ตาม ความทุกข์ยังไม่หมด เพราะระดับของใจ ปัญหาอุปาทานยังไม่ถูกชำระนะครับ
ยังไม่ถูกชำระ ยังไม่ถูกเข้าไปจัดการ มันไปจัดการหยาบๆเท่านั้นเอง
อย่างที่เค้าเรียกว่า อวิปปฎิสาร ความไม่สบายใจทั้งหลายที่บีบคั้นเนี่ย มันจะหายไป
เอาล่ะ เพราะฉะนั้น เราเข้าใจตรงนี้ แล้วมันจะไปต่อได้ง่ายนะครับ
มาถึง
 มรรคองค์ที่ 5  ต่อนะครับ

มรรคองค์ที่ ๓ สัมมาวาจา

ถอดคำบรรยายธรรม เรื่อง มรรค องค์ที่ ๓
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ธรรมบรรยาย เพื่อความรู้แจ้ง แห่งวิถีทางดับทุกข์
ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2556

มาถึงมรรคองค์ที่ 3 ครับ

                                                          (องค์มรรคที่ ๓)
                                        กะตะมา จะ ภิกขะเว สัมมาวาจา  
                                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การพูดจาชอบเป็นอย่างไรเล่า? 
                                        มุสาวาทา เวระมะณี  
                                       เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง 
                                       ปิสุณายะ วาจายะ เวระมะณี 
                                       เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด  
                                       ผะรุสายะ วาจายะ เวระมะณี 
                                       เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดหยาบ 
                                       สัมผัปปะลาปา เวระมะณี  
                                       เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ  
                                       อะยัง วุจจะติ  ภิกขะเว สัมมาวาจา  
                                       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การพูดจาชอบ

เรามาดูมรรคองค์ที่ 3 สัมมาวาจา

ดูไปแต่ละข้อที่เป็นข้อย่อย 4 ข้อ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร นะครับ
ก็คล้ายๆกับศีลที่เราสมาทานไปเมื่อสักครู่นี้ ในศีลข้อที่ 4 มุสาวาทาเวรมณี...ที่เราสวดไป
แต่ว่าเราจะเห็นเพิ่มขึ้น ไม่ได้มีแค่มุสาวาทาที่เราสวด
จะมีเรื่องของการพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้ออยู่ด้วย
เราลองมาดู เรื่องไม่พูดเท็จเนี่ย เข้าใจได้ไม่ยาก
พอมาถึงข้อที่ 2 เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด
พูดส่อเสียดเนี่ย ! ถ้าปล่อยให้เราคิดเองตามประสบการณ์
เราก็จะบอกว่า อ๋อ คงเป็นพูดแบบเสียดสี กระแนะกระแหนชาวบ้านงี้
…ไม่ใช่ !!
คำว่าพูดส่อเสียด แปลว่า พูดให้คนแตกกัน พูดให้คนตีกัน
พูดให้คนเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน นะครับ คือการพูดส่อเสียด
ส่วนการพูดคำหยาบ เข้าใจได้ไม่ยาก
พูดเพ้อเจ้อ … อันนี้ ถนัดอยู่แล้ว นะครับ ( คนฟังหัวเราะ ) ไม่ต้องอธิบายเลย
ต้องให้ท่านอธิบายให้ผมฟัง ( หัวเราะ )พูดเพ้อเจ้อเป็นยังไง ^ ^
ทีนี้ เรากลับมาดูว่า เอ…. บางครั้ง การพูดจริง กับการพูดส่อเสียดทำให้คนแตกกันเนี่ย
มันดู มันจะ...บางครั้งไปด้วยกันนะ เพราะถ้าเมื่อไหร่พูดจริง 
มันจะส่งผลให้เกิดการแตกแยกได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ใครล่ะ จะเป็นคนบอกว่า ในสถานการณ์นั้นเนี่ย
"ความจริง"อาจจะต้องเบาๆลงหน่อย เพราะมันเกิดความแตกแยกมากกว่า
ในเหตุการณ์ครั้งนึงที่เราอาจจะเคยอ่านพุทธประวัติ ว่า
ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วก็มีโจรคนนึ่งวิ่งผ่านไป
หลังจากนั้น ท่านก็ย้ายที่ประทับ อีกสักพัก ก็มีตำรวจวิ่งผ่านมา แล้วก็ทูลถามท่านว่า
“ พระองค์นั่งอยู่ตรงนี้ เห็นโจรวิ่งผ่านไปไหม “
พระองค์ก็บอกว่า “ ตถาคตนั่งอยู่ตรงนี้ ไม่เห็น “ หลังจากนั้น ตำรวจก็วิ่งไป
ถ้าเราใช้กรอบความคิดในความเป็นปุถุชน มองเรื่องตรงนี้เนี่ย
ผมเชื่อว่า สารพัดเหตุผลครับ รับรองได้ว่าสารพัดเหตุผล
ซึ่งผมก็เชื่อว่า หลายคนก็จะคิดอะไรต่อไป
แต่เราต้องอย่างนี้ …
เวลาเราฟังธรรมอะไรจากสมเด็จพระพุทธเจ้านะ
สิ่งนั้น จริง และมีประโยชน์ แสดงว่าสิ่งที่ท่านทำน่ะ เป็นประโยชน์สูงสุด อาจจะบอกว่าในเวลานั้นก็ได้
เพราะสิ่งที่ท่านตอบไป หนึ่ง ท่านไม่ได้โกหก เพราะตอนที่ท่านนั่งอยู่ตรงนี้ ท่านไม่เห็น
สอง คือการพูดส่อเสียด ถ้าพูดไปแล้วมันอาจจะเป็นร้ายอย่างหนัก อะไรบางอย่าง
ซึ่งเราอาจจะไม่รู้เหตุผลก็ได้ สมมุติว่า ตำรวจต้องฆ่าโจรตาย
ซึ่งในเหตุการณ์ความเป็นจริงเนี่ย เราก็ไม่รู้ว่า โจรอาจจะไม่ได้อะไรนักหนาก็ได้
แต่ว่า น้ำหนักของการพูดจริงแล้วส่งผลต่อความแตกแยก แล้วก็เป็นผลร้ายเนี่ย
ตรงนี้ แต่ละท่านก็ดูกันเอาเอง นะครับ ผมจะไม่ลงรายละเอียดล่ะ
เพราะมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย บางคนบอก โห ถ้าไม่พูด มัวแต่ห่วงเรื่องการแตกแยก
ความจริงก็ไม่ปรากฎ เอ่อ หลายครั้ง ความจริงต้องปรากฎ 
อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิดเหมือนกัน ก็ว่ากันไปตามสถานการณ์ ก็แล้วกัน
แต่ขอให้พิจารณาถึงน้ำหนักที่ควรจะทำให้เวลานั้น
นะครับ เอาแค่นี้แหละ เราไม่ลงรายละเอียดล่ะ
เพราะถ้าลงรายละเอียดมันไม่จบไม่สิ้น ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน
แต่พระพุทธเจ้าก็ให้ความสำคัญของการไม่พูดเท็จกับส่อเสียดเอาไว้เท่าๆกัน นะครับ
นี่คือ สัมมาวาจา
อีกคำนึงที่ผมอยากจะให้ทุกคนสังเกตดูดีๆในทุกข้อนะครับ คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้น
ในทุกข้อจะมีคำนี้ ผมจะไม่อธิบายตรงนี้ ผมจะรอให้ถึงมรรคองค์ที่ 4 แล้วเราจะว่ากันทีเดียว
เอ้า สวดกันต่อ
มรรคองค์ที่ 4 นะครับ